The Hunger Games: Mockingjay Part 2 พาร์ทที่สองของภาคจบแห่ง The Hunger Games หลังจากหนังภาคสุดท้ายถูกตัดแบ่งครึ่ง แยกเรื่องดราม่าและการเมืองเอาไว้ในพาร์ทแรก พอมาพาร์ทนี้ก็เลยผสมปนเปกันไประหว่าง ดราม่า แอ็คชั่น โรแมนติก และการเมือง หลังจากที่ใครๆ ก็มันเดินเรื่องเนือยๆ แม้ว่าจะทำให้โดดเด่นด้านการเมือง
เรื่องราวหลังฝ่ายกบฎช่วยพีต้า (Josh Hutcherson) ออกมาได้ แต่ก็ดูเหมือนสมองของเขาจะยังกระทบกระเทือนไม่น้อยจากการโดนล้างสมอง แต่หุ่นเชิดอย่าง แคทนิส เอเวอร์ดีน (Jennifer Lawrence) ผู้ซึ่งถูกยกย่องให้เป็นม็อกกิ้งเจย์ เป็นตัวแทนของความหวังในกอบกู้และยึดคืนซึ่งประชาธิปไตยของทุกพาเน็ม ก็เริ่มจะตระหนักมากขึ้นแล้วว่าเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องยืนหยัดปลุกเร้าผู้คนในลุกขึ้นรวมใจเป็นหนึ่งเพื่อต่อสู้ เป็นเซเล็บอยู่หน้ากล้อง ไม่ได้ไปรบจริงแต่อย่างใด แต่เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง เหตุการณ์ดูเหมือนจะพลิกผัน ม็อกกิ้งเจย์หุ่นเชิดเกิดอยากจะตะลุยแคปิตอลด้วยตัวเอง หมายสังหารประธานาธิบดีสโนว์ (Donald Sutherland) ด้วยใจมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว การปลุกเร้ามวลชนของเธอนั้นได้ผลอยู่แล้ว ฝึมือการยิงธนูนั้นก็ร้ายกาจ การจะจัดการกับผู้นำเผด็จการนั้นยากเพียงแค่การฝ่าไปให้ถึงทำเนียบเท่านั้น
ซึ่งเธอจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทีม แคทนิส ร่วมเพื่อนๆ อย่าง พีต้า, เกล ฮอว์ธอร์น (Liam Hemsworth) ที่กลับมามีบทบาทเต็มๆ อีกครั้ง, เฮย์มิตช์ (Woody Harrelson) ร่วมด้วยฟินนิค (Sam Claflin), เครสสิด้า (Natalie Dormer), บ็อกกส์ (Mahershala Ali) และ บีที (Jeffrey Wright) ร่วมฝ่าฟันไม่แยกกันแข่งกันเหมือนอย่างเคยแล้ว เพราะพวกเขาเหมือนมีศัตรูคนเดียวกัน นั่นคือสโนว์ ภารกิจที่ไม่ง่าย แถมยังต้องผจญกับเรื่องรักสามเส้า และกับดักมากมายระหว่างทาง แล้วสุดท้าย บทลงเอยมันจะเป็นเช่นไร
โดยรวมหนังภาคนี้เริ่มขึ้นมาอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง เปิดเรื่องด้วยฉากที่ต่อจากพาร์ทต่ออย่างที่ไม่มีการเล่าซ้ำ หากคุณจะทำการบ้านด้วยการดูพาร์ทแรกมาก่อนก็จะเป็นการดีอย่างมาก แอ็กชั่นมากขึ้น แต่ยังไม่ทิ้งดราม่า การเมืองและโรแมนติก สิ่งที่เพิ่มเติมมาในพาร์ทที่เห็นได้ชัดก็คงจะเป็นพาร์ทของแอ็คชั่น ที่เราจะได้เห็นความสนุกตื่นเต้นในช่วงของการบุกเข้าสู่แคปิตอล ทั้งบนบกและใต้ดิน พร้อมยังได้เจอเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ที่แคปิตอลเลี้ยงดูเล่นอีกด้วย
👉👉 ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับ หนังซุปเปอร์ฮีโร่ ได้ที่นี่
Comments
Post a Comment